ข้อที่ ๖  การจัดทำบันทึกทางการแพทย์

๖.๑ ข้อกำหนดทั่วไป

- บันทึกทางการแพทย์จะต้องครอบคลุมเนื้อหา ดังนี้้

(๑) ข้อมูลพื้นฐาน คือ ชื่อสกุล ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโรงพยาบาล(HN) และรายละเอียดของญาติผู้ป่วยที่ติดต่อได้

(๒) บันทึกประวัติผู้ป่วย ให้มีข้อมูลประวัติการป่วยในปัจจุบันและอดีต การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการทดสอบเพื่อการวินิจฉัยโรค

(๓) การวินิจฉัยโรค , เหตุผลในการรับผู้ป่วยเข้ารักษา , บันทีกความก้าวหน้าในการรักษา , คำสั่งการรักษาพยาบาล (doctor’s order) , ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ , บันทึกการส่งต่อผู้ป่วย(refer) และบันทึกสรุปการจำหน่าย(discharge summary)

- ไม่ควรใช้อักษรย่อในรายงานผลวินิจฉัยสุดท้าย ในกรณีที่พบการใช้อักษรย่อผิดประเภทจะถือว่ารายงานฉบับนั้นมีข้อบกพร่อง และให้ส่งคืนไปยังแพทย์ผู้รับผิดชอบดำเนินการแก้ไข

- การบันทึกข้อมูลทางการแพทย์ลงในแฟ้มประวัติของผู้ป่วย จะต้องมีการบันทึก วันและเวลาที่ชัดเจน พร้อมด้วยลงนามยืนยันจากผู้รับผิดชอบผู้ป่วย ในการณีที่บันทึกไม่ครบจะถือว่ารายงานฉบับนั้นมีข้อบกพร่อง

- แพทย์เจ้าของไข้ หรือแพทย์ผู้รับผิดชอบผู้ป่วย ต้องรับผิดชอบลงนามรับรองใบมรณะบัตรของผู้ป่วย

- ห้ามนำเอกสารหรือสำเนาที่เป็นส่วนหนึ่งของเวชระเบียนไปใช้ซ้ำ

- ไม่อนุญาตให้เปิดเผยเอกสารหรือทำสำเนาเวชระเบียนผู้ป่วย ยกเว้นได้ปฎิบัติตามแนวทางในการขอบันทึกทางการแพทย์เท่านั้น

- การแก้ไขรายละเอียดที่ถูกบันทึกลงในแฟ้มประวัติผู้ป่วย จะต้องใช้การขีดฆ่าลงนามผู้แก้ไขกำกับพร้อมทั้งระบุวันที่และเวลา ห้ามใช้นำ้ยาลบคำผิดในการแก้ไขข้อมูล และห้ามลบส่วนที่ถูกขีดฆ่าทิ้งออกจากแฟ้มประวัติ

๖.๒ การบันทึกของทีมแพทย์

- การตรวจประเมินโดยแพทย์เมื่อผู้ป่วยเข้ารับบริการที่ OPD จะต้องบันทึกในเวชระเบียนให้เรียบร้อยและสมบูรณ์ ดังนี้ อาการสำคัญที่ทำให้มาศูนย์บำบัดฯ , ซักประวัติการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง , ผลการตรวจร่างกายที่เกี่ยวข้อง , รายการส่งตรวจที่เกี่ยวข้อง , การวินิจฉัยโรคเบื้องต้น , แผนการรักษา , การรักษาหรือคำแนะนำที่ให้กับผู้ป่วยและญาติ

- กรณีรับเป็นผู้ป่วยใน แพทย์จะต้องประเมินผู้ป่วยที่รับไว้เป็นผู้ป่วยใน และบันทึกผลการประเมินผู้ป่วยให้เสร็จสิ้นภายใน ๒๔ ชั่วโมง หลังการรับไว้เป็นผู้ป่วย

- ขณะรับไว้เป็นผู้ป่วยใน แพทย์เจ้าของไข้หรือแพทย์ที่ร่วมดูแลรักษาจะต้องบันทึกผลการประเมินที่ทำเพิ่มให้เสร็จสิ้นในการตรวจรักษาแต่ละรายหรือแต่ละครั้ง ดังนี้ บันทึกการวินิจฉัยโรคที่ปรับเปลี่ยน , บันทึกคำสั่งการรักษาหรือแผนการรักษา , บันทึกอาการเปลี่ยนแปลงหรือภาวะแทรกซ้อนที่พบในระหว่างการรักษา , บันทึกเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงการรักษา , บันทึกการขอหรือให้คำปรึกษา และบันทึกสรุปการจำหน่ายผู้ป่วย

๖.๓ บันทึกของทีมพยาบาล

- กรณีผู้ป่วยรับบริการที่ OPD พยาบาลจะต้องบันทึกในเวชระเบียนให้เรียบร้อยและสมบูรณ์ดังนี้

(๑) เมื่อผู้ป่วยรับบริการครั้งแรก จะทำการคัดกรองและประเมินแรกรับบริการแบบผู้ป่วยนอก ประกอบด้วยอย่างน้อย ดังนี้ BMI , blood group , การแพ้ยา , สัญญาณชีพแรกรับ , ประวัติการใช้ยาและสารเสพติด , คัดกรองภาวะการเสพติดยาและสารเสพติด , ประเมินภาวะเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และผลการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดที่เกี่ยวข้อง

(๒) เมื่อผู้ป่วยมาตามนัดต่อเนื่อง จะต้องบันทึกการให้บริการ ประกอบด้วยอย่างน้อย ดังนี้ สัญญาณชีพ , ประเมินพฤติกรรมการเสพยาและสารเสพติด , ผลการตรวจปัสสาวะ และการให้กิจกรรมการบำบัดรักษา

- กรณีรับเป็นผู้ป่วยในบำบัดยา

(๑) ขณะแรกรับ พยาบาลจะต้องบันทึกผลการประเมินสัญญาณชีพแรกรับ , ผลการประเมิน initial assessment , ผลการประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม , ผลการคัดกรองภาวะโภชนาการ , บันทึกปัญหาความเสี่ยงที่สำคัญเบื้องต้นให้สอดคล้องกับแพทย์ โดยบันทึกให้เสร็จภายในเวร กรณีไม่สามารถเสร็จสิ้นภายเวร ให้มีการส่งต่อการประเมินในเวรถัดไปซึ่งต้องให้เสร็จสิ้นภายใน ๒๔ ชั่วโมงหลังรับไว้เป็นผู้ป่วยใน

(๒) ขณะเข้ารับบริการเป็นผู้ป่วยใน พยาบาลจะบันทึกการดูแลรักษาที่ปฏิบัติหรือให้การดูแลกับผู้ป่วย , บันทึกผลการประเมินสัญญาณชีพ , บันทึกการประเมินผลการรักษาพยาบาลที่ให้กับผู้ป่วย , บันทึกการรับสั่งโดยวาจา , บันทึกวันเวลาที่รายงานแพทย์และรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการให้แพทย์ทราบ

-  กรณีรับเป็นผู้ป่วยในฟื้นฟูสมรรถภาพ พยาบาลจะบันทึกแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ทำร่วมกับทีมสหวิชาชีพ , บันทึกผลการให้กิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพ , ประเมินผลการฟื้นฟูสมรรถภาพรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

๖.๔ การบันทึกความก้าวหน้าและสรุปการจำหน่ายผู้ป่วย

- ผู้รับผิดชอบในการเขียนบันทึกความก้าวหน้า(progress note) คือ แพทย์ พยาบาล ทีมสหวิชาชีพอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และบุคลากรที่ได้รับสิทธิพิเศษในการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยบันทึกความก้าวหน้าจะต้องมีรายละเอียดของวัน เวลา และลงนามผู้รับผิดชอบทุกครั้ง

- บันทึก OPD card และบันทึกความก้าวหน้าในการดูแลรักษาเมื่อรับผู้ป่วยเป็นผู้ป่วยใน แพทย์ควรบันทึกเมื่อเสร็จสิ้นตรวจเยี่ยมผู้ป่วย หรือเมื่อเสร็จสิ้นการให้บริการในแต่ละ OPD

- ข้อมูลที่ให้บันทึก คือ ผลการประเมินแต่ละครั้งที่ให้บริการหรือเยี่ยมตรวจผู้ป่วย แผนการรักษาที่ปรับเปลี่ยนพร้อมข้อมูลที่เป็นเหตุให้ต้องปรับแผนการรักษา หรือแผนจำหน่าย หรือแผนส่งต่อผู้ป่วย

- ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตลงในศูนย์บำบัดฯ จะต้องมีการบันทึกรายละเอียดที่ระบุถึงความพยายามที่จะช่วยฟื้นชีวิตผู้ป่วย เวลาที่เสียชีวิตและสาเหตุของการเสียชีวิต จะต้องถูกจดบันทึกลงในประวัติผู้ป่วยโดยแพทย์ที่เป็นผู้วินิจฉัยการเสียชีวิต และพยาบาลจะต้องระบุวิธีการเคลื่อนย้ายศพของผู้เสียชีวิตในแบบบันทึก nurse’s note

- ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นที่ต้องย้ายสถานที่รักษาจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งจะต้องได้รับคำสั่งการเคลื่อนย้ายและการยอมรับจากอีกฝ่าย แพทย์ผู้รับผิดชอบจะเป็นผู้เขียนบันทึกการเคลื่อนย้ายให้เสร็จสิ้นก่อนเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยปฏิบัติตามแนวทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

- กรณีอนุญาตให้กลับบ้านได้ แพทย์จะบันทึกสรุปการจำหน่ายผู้ป่วย(discharge summary)ให้เสร็จสิ้นเมื่อผู้ป่วยออกจากหน่วยงาน โดยมีสำเนาข้อมูลเก็บไว้ใน OPD card ข้อมูลที่ต้องมีในบันทึกสรุปการจำหน่ายผู้ป่วย ให้มีเนื้อหาประกอบด้วย เหตุผลในการรับผู้ป่วยเข้ารักษา , ผลการตรวจที่สำคัญ , การวินิจฉัยโรคและความผิดปกติอื่นๆที่ตรวจพบ , ยาและการรักษาอื่นๆที่สำคัญ , สภาพผู้ป่วยขณะจำหน่าย , ยาที่นำกลับไปรับประทานต่อที่บ้าน(home medication) และวันนัดตรวจครั้งต่อไป

๖.๕ การรวบรวมบันทึกทางการแพทย์หลังจำหน่าย

- พยาบาลหัวหน้าตึกผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ตรวจสอบความเรียบร้อยของบันทึกทางการแพทย์ก่อนทำหารจำหน่ายผู้ป่วยและส่งไปยังงานเวชระเบียน

- บันทึกทางการแพทย์ที่ยังกรอกไม่สมบูรณ์จะถูกส่งไปยังแพทย์ผู้รับผิดชอบเพื่อทำการกรอกให้เรียบร้อยภายในเวลา ๑ สัปดาห์

- สถิติบันทึกทางการแพทย์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานจะถูกส่งไปยังศูนย์พัฒนาคุณภาพเพื่อนำเสนอทีมนำองค์กร และนำข้อมูลไปบันทึกในแฟ้มประวัติส่วนบุคคล รอรับมาตรการสำหรับการแก้ไขต่อไป

๖.๖ การเผยแพร่ประวัติบันทึกทางการแพทย์

- บันทึกทางการแพทย์ถือเป็นสมบัติของศูนย์บำบัดฯและห้ามนำต้นฉบับออกจากศูนย์บำบัดฯโดยเด็ดขาด ยกเว้นได้รับคำสั่งจาก หรือได้รับหมายเรียกจากศาล

- ในกรณีที่ต้องรับผู้ป่วยคนเดิมเข้ารักษาอีกครั้ง บันทึกก่อนหน้านี้ทั้งหมดจะต้องนำมาให้แพทย์ผู้รับผิดชอบอ่าน ไม่ว่าแพทย์ผู้นั้นจะเคยรักษาผู้ป่วยมาก่อนหรือไม่ก็ตาม

- จะต้องมีเอกสารแสดงความยินยอมของผู้ป่วยในการเปิดเผยข้อมูลการรักษาให้แก่ผู้ที่มีสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะตรวจสอบข้อมูลของผู้ป่วยเท่านั้น

- ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะร้องขอสำเนาบันทึกทางการแพทย์ของตนเองหากมีความประสงค์ ทางศูนย์บำบัดฯจะต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้เนื้อหาของบันทึกทางการแพทย์สมบูรณ์ก่อนจะทำการถ่ายสำเนาแล้วส่งต่อให้กับผู้ป่วยและจะต้องแจ้งให้แพทย์ผู้รับผิดชอบทราบเป็นการล่วงหน้า

๖.๗ การควบคุมคุณภาพ

- กำหนดให้รองผู้อำนวยการกลุ่มภาระกิจวิชาการและรองผู้อำนวยการกลุ่มภาระกิจบริการวิชาการ ทำหน้าที่ติดตามกำกับดูแลทีมงานในความรับผิดชอบปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และนโยบายที่กำหนดไว้ โดยมีทีมผู้ตรวจการพยาบาล ทีมสหวิชาชีพ ทบทวนการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ และทีมเวชระเบียนสนับสนุนข้อมูลที่ได้จากการเยี่ยมสำรวจ การทบทวนเวชระเบียน โดยนำไปกำหนดเป็นตัวชี้วัดการปฏิบัติงานตามข้อตกลงสำหรับการประเมินผลงานของแต่ละวิชาชีพ

- ทีมแพทย์มีส่วนในการให้ข้อมูลการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพต่างๆ เพื่อให้รองผู้อำนวยการกลุ่มภาระกิจที่เกี่ยวข้องนำไปประกอบในการพัฒนาความรู้ความสามารถในการให้บริการและการดูแลผู้ป่วย

- บันทึกทางการแพทย์จะถูกตรวจสอบเป็นระยะว่ามีข้อมูลเพียงพอตามข้อกำหนดมาตรฐานแต่ละวิชาชีพกำหนดไว้ และมีการแจ้งให้แต่ละวิชาชีพทราบเป็นระยะ

——————————————————————————————————–

No Comments

ข้อ ๔  การจำหน่าย ส่งต่อ นัดตรวจติดตาม และการดูแลต่อเนื่อง

๔.๑  ในกรณีรับเป็นผู้ป่วยใน แพทย์เจ้าของไข้หรือทีมสหวิชาชีพจะร่วมกันวางแผนการบำบัดรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และวางแผนเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่าย การจำหน่าย การส่งต่อ ให้เป็นไปตามผลการประเมินทางด้านคลินิก และ/หรือ ตามที่ผู้ป่วยหรือผู้ตัดสินแทนผู้ป่วยแจ้งความจำนง

๔.๒  การจำหน่ายหรือส่งต่อผู้ป่วยออกจากศูนย์บำบัดฯ จะทำได้เมื่อได้รับการยินยอมจากแพทย์เจ้าของไข้หรือแพทย์ผู้ให้การรักษาในขณะนั้น

๔.๓  ในกรณีผู้ป่วยปฏิเสธการรักษา แพทย์เจ้าของไข้หรือแพทย์ที่ให้การรักษาในขณะนั้นจะเป็นผู้ให้ข้อมูลผู้ป่วยและ/หรือครอบครัวให้ทราบเกี่ยวกับผลการตัดสินใจจากการปฏิเสธการรักษา ทางเลือกอื่นในการรักษา และโอกาสในการกลับมารักษาซ้ำ โดยให้แพทย์นัดผู้ป่วยมาตรวจติดตามอย่างน้อย ๑ ครั้ง

๔.๔  ในกรณีผู้ป่วยมีความประสงค์จะขอออกนอกเขตศูนย์บำบัดฯเพื่อทำธุระส่วนตัว ศูนย์บำบัดฯจะอนุญาตให้มีการจำหน่ายผู้ป่วยชั่วคราว โดยแพทย์จะแจ้งให้ผู้ป่วยหรือครอบครัวทราบถึงความเสี่ยง อาการแสดงที่ควรรีบกลับศูนย์บำบัดฯ หากแพทย์มีความเห็นว่าผู้ป่วยไม่มีความปลอดภัยในการออกนอกศูนย์บำบัดฯแต่ผู้ป่วยยืนยันที่จะออกนอกศูนย์บำบัดฯ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนการปฏิบัติกรณีไม่ยินยอมรับการรักษา หลังจากนั้นจึงทำการรับไว้ในโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง

ข้อ ๕  การรักษาผู้ป่วย

๕.๑  กฎเกณฑ์ทั่วไป

- ผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการให้บริการในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ การรับผู้ป่วย การลงทะเบียน การตรวจรักษาแบบผู้ป่วยนอกหรือกรณีฉุกเฉิน การรับไว้เป็นผู้ป่วยใน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามความหนักเบาและความเร่งด่วนของปัญหาทางคลินิกของผู้ป่วยแต่ละรายที่แพทย์และทีมพยาบาลผู้ให้การรักษาประเมินได้

- บุคลากรที่มีความรู้เชิงวิชาชีพจะต้องรับผิดชอบต่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในศูนย์บำบัดฯ รวมทั้งการบันทึกแบบฟอร์มประวัติผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน ตามเวลาที่องค์กรกำหนด

- เมื่อใดก็ตามที่มีการถ่ายโอนความรับผิดชอบที่มีต่อผู้ป่วยไปยังแพทย์ท่านอื่น แพทย์ที่รับผิดชอบผู้ป่วยจะต้องสรุปการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญ สรุปการดูแลรักษาและสภาพการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยลงในแฟ้มประวัติผู้ป่วยให้เรียบร้อยก่่อน

- แพทย์แต่ละท่านจะต้องจัดสรรเวลาทำการรักษาผู้ป่วยอย่างมืออาชีพเป็นระยะๆ หากมีสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต้องติดต่อกับแพทย์ท่านอื่นเพื่อมารับหน้าที่แทนล่วงหน้า

- กรณีที่แพทย์ทำหน้าที่แทนแพทย์เจ้าของไข้ตามระบบที่ศูนย์บำบัดฯจัดให้นั้น เช่น แพทย์เวร ผลการดูแลรักษายังเป็นความรับผิดชอบของแพทย์เจ้าของไข้ตามระบบที่ศูนย์บำบัดฯและกฎหมายกำหนด

- ระหว่างให้บริการผู้ป่วย ทีมที่ร่วมให้บริการจะต้องสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในทีมหรือระหว่างทีมหรือระหว่างเวร โดยให้ส่งข้อมูลสำคัญ ๔ เรื่องเป็นอย่างน้อย คือ สภาพอาการผู้ป่วย สรุปการดูแลที่ได้ให้กับผู้ป่วย สรุปความก้าวหน้าหลังการดูแลรักษา และเรื่องที่ต้องการให้รับไปดำเนินการต่อจากตน และบันทึกข้อมูลทั้ง ๔ เรื่องในเวชระเบียนผู้ป่วยให้สอดคล้องกัน

- ผู้ป่วยที่มีความคิดหรือแสดงความรู้สึกว่ามีแนวโน้มที่จะทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายผู้อื่นจากการประเมินเบื้องต้นของพยาบาล จำเป็นต้องได้รับการเฝ้าดูแลเป็นพิเศษ และแพทย์ผู้รับผิดชอบต้องได้รับรายงานอาการผิดปกติทันที

๕.๒  การประเมินผู้ป่วย

- ผู้ป่วยนอกทุกรายจะได้รับการประเมินเบื้องต้นว่าด้วยสายตาว่า มีภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนที่ต้องให้การดูแลเบื้องต้นหรือไม่ทุกครั้ง หากไม่พบจึงสอบถามข้อมูลสำคัญอื่นๆเพื่อจัดบริการให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยให้บันทึกข้อมูลสำคัญที่ประเมินได้ให้เสร็จสิ้นก่อนจำหน่ายผู้ป่วยออกจากหน่วยบริการของตน ทั้งนี้เนื้อหาในการประเมินผู้ป่วยให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในแต่ละจุดบริการ คือ จุดคัดกรอง ห้องตรวจผู้ป่วยนอก ห้องจัดกิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพ และห้องติดตามผลการรักษา

- เมื่อรับเป็นผู้ป่วยใน แพทย์และพยาบาลจะต้องประเมินผู้ป่วยแรกรับในเรื่องการซักประวัติและการตรวจร่างกายเป็นอย่างน้อย โดยประเมินให้เสร็จสิ้นภายใน ๒๔ ชั่วโมงหลังรับไว้เป็นผู้ป่วยใน

- ผู้ป่่วยในทุกรายจะต้องได้รับการประเมินในเรื่องต่อไปนี้ คือ ความเสี่ยงทำร้ายตัวเอง ภาวะซึมเศร้า อาการแสดงทางจิตประสาท ภาวะโภชนาการ และ ความเสี่ยงตกเตียง หากผลการประเมินเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ให้นำไปวางแผนการดูแลและประเมินซ้ำตามแนวทางปฏิบัติที่กำหนดไว้

- ผู้ป่วยในถอนพิษยา(บำบัดด้วยยา)ทุกรายจะได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์เจ้าของไข้หรือแพทย์ที่ทำหน้าที่แทนทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๑ ครั้ง และถี่ขึ้นตามความจำเป็นเมื่อผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลง หากผู้ป่วยมีปัญหาซับซ้อนอยู่นานเกินกว่า ๗ วัน ให้แพทย์เจ้าของไข้ทบทวน ปรับแผนการรักษาเป็นระยะ  รวมทั้งให้มีการจัด conference ในทีมสหวิชาชีพที่ร่วมดูแลผู้ป่วย

- ผู้ป่วยในฟื้นฟูทุกรายได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์เจ้าของไข้หรือแพทย์ที่ทำหน้าที่แทนทุกสัปดาห์ อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง

๕.๓ การดูแลรักษา (Care of patients)

- ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยโรคและได้รับการดูแลรักษาตามผลการประเมินที่ได้ โดยมีแพทย์เจ้าของไข้เป็นผู้รับผิดชอบในกระบวนการประเมินและกำหนดแผนการดูแลรักษาผู้ป่วยร่วมกับทีมสหวิชาชีพ

- แผนการรักษาที่ผู้ป่วยจะได้รับจากแต่ละวิชาชีพจะถูกบันทึกในเวชระเบียน เพื่อให้ทีมดูแลผู้ป่วยได้รับทราบร่วมกันภายใน ๒๔ ชั่วโมงหลังรับเป็นผู้ป่วยใน

- ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินซ้ำจากแพทย์ พยาบาล และทีมวิชาชีพอื่นๆ เป็นระยะ และนำผลการประเมินซ้ำไปปรับแผนการดูแลรักษาตามความจำเป็นหรือตามอาการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย

- ทีมสหวิชาชีพที่ดูแลกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือได้รับบริการที่มีความเสี่ยงสูง จะต้องได้รับการฝึกอบรมเฉพาะเรื่อง แนวทางการดูแลและเฝ้าระวังแต่ละกลุ่ม การใช้แบบบันทึกการดูแลสำหรับสื่อสารให้ทีมสหวิชาชีพใช้ดูแลผู้ป่วยร่วมกัน (ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือได้รับบริการที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่ช่วยฟื้นคืนชีพ ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ผู้ป่วยที่ถูกผูกยึด ผู้ป่วยที่ได้รับยาที่เสี่ยงสูง ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายผู้อื่น)

- แพทย์ พยาบาลเจ้าของไข้ หรือ พยาบาลที่ทำหน้าที่ in charge, case manager จะเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยหรือครอบครัวเกี่ยวกับผลการวินิจฉัยโรค เหตุผลการส่งตรวจ การรับไว้รักษา การรอคอยบริการทางการแพทย์ ผลลัพธ์การดูแลรวมถึงผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นได้

๕.๔ การสั่งการรักษา

- คำสั่งในการรักษาทุกประเภทจะต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และจะต้องมีการลงลายมือชื่อที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ รวมทั้งวันและเวลาที่สั่งการรักษา ยกเว้น การสั่งการรักษาในภาวะฉุกเฉินและผู้ป่วยวิกฤตที่แพทย์ไม่สามารถบันทึกข้อความในขณะนั้นได้ จึงอนุญาตให้สั่งการรักษาเร่งด่วนโดยวาจาได้ โดยให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติเรื่อง การรับคำสั่งการรักษาทางวาจา

- ผู้มีสิทธิในการลงบันทึกในใบคำสั่งการรักษา ได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร และสหวิชาชีพอื่นๆที่มีความรู้เชิงวิชาชีพที่ได้ใบประกอบวิชาชีพ

- คำสั่งในการรักษาจะต้องมีความชัดเจน รัดกุมและสมบูรณ์ โดยให้เป็นไปตามแนวทางที่มาตรฐานวิชาชีพและศูนย์บำบัดฯกำหนดไว้

- คำสั่งในการรักษาหรือคำสั่งใช้ยาที่ไม่ชัดเจนหรืออ่านไม่ออกหรือไม่เข้าใจเนื้อความที่สั่ง จะไม่มีการดำเนินการจนกว่าจะมีการติดต่อกับแพทย์ผู้รับผิดชอบเพื่อทวนสอบคำสั่งหรือเขียนคำสั่งใหม่

- ให้คำสั่งทางวาจาและทางโทรศัพท์ได้ในกรณีที่แพทย์อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจดบันทึกข้อความได้ โดยอนุญาตให้พยาบาลและเภสัชกรเท่านั้น ที่สามารถรับคำสั่งทางวาจาหรือทางโทรศัพท์ได้ คำสั่งเหล่านี้จะถูกระบุ V.O.(คำสั่งทางวาจา) หรือ T.O.(คำสั่งทางโทรศัพท์) และมีการลงชื่อผู้รับคำสั่ง ตำแหน่ง วันที่ เวลา ลงในใบสั่งการรักษา จากนั้นแพทย์ผู้รับผิดชอบจะต้องลงนามกำกับภายใน ๒๔ ชั่วโมง

- กรณีจำหน่ายผู้ป่วย แพทย์สรุปบันทึกจำหน่าย(discharge summary) ให้เสร็จสิ้นก่อนผู้ป่วยออกจากหน่วยงานพร้อมสำเนาข้อมูลไว้ในเวชระเบียนผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

๕.๕ การสั่งใช้ การจัดจำหน่ายและการบริหารยา

- คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด มีหน้าที่รับผิดชอบในการวางระบบยา ติดตามประเมินผลระบบยา รายงานผลการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่รุนแรง กำหนดแผนพัฒนาระบบยา

- การจัดหายาและเวชภัณฑ์ทุกชนิดที่ใช้กับผู้ป่วยจะต้องผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งประเทศไทย

- ยาและเวชภัณฑ์ที่ใช้กับผู้ป่วยจะต้องเป็นยาที่จัดซื้อ จัดเตรียม ตรวจสอบและจัดจำหน่ายกลุ่มงานเภสัชกรรมของศูนย์บำบัดฯเท่านั้น

- ไม่อนุญาตให้ผู้ป่วยนำยาและ/หรือเวชภัณฑ์จากนอกศูนย์บำบัดฯมาใช้เอง ยกเว้น ได้รับอนุญาตจากแพทย์เจ้าของไข้โดยให้ปฏิบัติตามขั้นตอนของระบบ Medical Reconcilation

- การจัดเก็บยาหรือสำรองยา แต่ละชนิดให้เป็นไปตามที่บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์กำหนดไว้

- ยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท ๒ ให้แยกเก็บในสถานที่หรือตู้เก็บยาเฉพาะ มีการจัดการเพื่อกันยาสูญหายหรือนำไปใช้โดยไม่ถูกต้อง รวมทั้งให้มีการบันทึกการใช้ยาตามข้อบังคับเรื่องการใช้ยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท ๒

- เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการสั่งการใช้ยา แพทย์จะต้องระบุข้อมูลต่อไปนี้ในใบสั่งยา ได้แก่ ชื่อสกุลผู้ป่วย ชื่อยา ความแรงหรือความเข้มข้นของยา ขนาดและหน่วยของยาที่ต้องการให้ผู้ป่วยในแต่ละครั้ง วิธีบริหารยา เวลาหรือความถี่ในการให้ยา วันที่และเวลาที่สั่งใช้ยา ทั้งนี้ให้เภสัชกรเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องในการสั่งใช้ยา

- คำสั่งการใช้ยาที่อ่านไม่ออก ไม่ชัดเจน ไม่สมบูรณ์ หรือมีการใช้ตัวย่อห้ามใช้ ตัวย่ออันตรายตามที่กำหนดไว้ พยาบาลหรือเภสัชกรต้องติดต่อแพทย์ผู้สั่งใช้ยาเพื่อสอบถามให้เกิดความชัดเจน หากไม่สามารถติดต่อได้ให้ทำการติดต่อแพทย์เวรเพื่อทวนสอบ และบันทึกข้อมูลการตรวจสอบในใบสั่งหรือใน doctor order sheet

๕.๖ ความยินยอม

- ผู้ป่วยที่เข้าสู่กระบวนการถอนพิษยา(บำบัดด้วยยา)และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาและสารเสพติด เมื่อเข้ารับการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอกหรือรับไว้เป็นผู้ป่วยใน ทั้งกรณีที่สมัครใจหรือถูกบังคับด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะถือว่าผู้ป่วยให้ความยินยอมการรักษา

- กรณีการรักษาเพื่อแก้ไขภาวะฉุกเฉินที่อาจทำให้ผู้ป่วยต้องเสียชีวิต แพทย์ที่รับผิดชอบการรักษาต้องเขียนเหตุผล สาเหตุจำเป็นที่ต้องดำเนินการรักษาลงในบันทึกประวัติผู้ป่วย

๕.๗ การปรึกษา

- แพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางและมีสิทธิพิเศษในการรักษาพยาบาลในศูนย์บำบัดฯ สามารถให้คำปรึกษาได้ในสายงานที่ตนถนัด

- แพทย์ผู้รับผิดชอบในการดูแลรักษาผู้ป่วย เป็นผู้ติดสินใจขอคำปรึกษาแพทย์ท่านอื่นๆได้ตามความจำเป็นและความเร่งด่วนทางคลินิก โดยสามารถกระทำได้โดยวาจาและให้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในใบรับคำปรึกษา โดยบันทึกข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย เหตุผลในการขอรับคำปรึกษา วันและเวลาที่ขอปรึกษาให้ชัดเจนในเอกสาร

- แพทย์ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องมีการสอบถามอาการผู้ป่วย จดบันทึกผลการสอบถามอาการผู้ป่วย เนื้อหาของการให้คำปรึกษาจะต้องระบุในรายงานการให้คำปรึกษาและลงนามรับรองความเห็นของตนเองพร้อมวันเวลาที่มาเยี่ยมผู้ป่วยลงในแฟ้มประวัติผู้ป่วย

๕.๘ การปกป้องสิทธิผู้ป่วยระหว่างดูแลรักษา

- ผู้ป่วยและครอบครัวจะได้รับการแจ้ง และแจกเอกสารคู่มือผู้ป่วย เพื่อให้ทราบถึงวิธีรักษา ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาของตนเอง วิธีขอข้อมูลการรักษาตนเอง รวมถึงทราบว่ามีสิทธิปฎิเสธการรักษา หยุดการรักษา เปลี่ยนผู้ให้การรักษา และเปลี่ยนสถานที่รักษาได้ตลอดเวลา โดยแพทย์หรือพยาบาลจะเป็นผู้ให้ข้อมูล ผลลัพธ์ หรือผลกระทบที่อาจเกิดจากการร้องขอดังกล่าว ทั้งนี้ผู้ป่วยหรือผู้รับผิดชอบผู้ป่วยจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดจากการตัดสินใจนั้นๆ

- แพทย์เป็นผู้ให้ข้อมูลผลการตรวจ การวินิฉัยโรค ทางเลือกในการรักษา ผลลัพธ์การรักษาที่คาดหวังและไม่คาดหวังที่อาจเกิดขึ้นได้จากการตรวจวินิจฉัย การรักษา รวมทั้งบันทึกการให้ข้อมูลและสรุปผลการติดสินใจของผู้ป่วยหรือผู้ที่รับผิดชอบแทนผู้ป่วย

- พยาบาลมีบทบาทในการร่วมรับรู้กระบวนการให้ข้อมูลและการจัดสินใจของผู้ป่วยหรือผู้ที่รับผิดชอบแทนผู้ป่วย และลงนามเป็นพยานในกรณีที่ต้องมีการลงนามยินยอมหลังให้ข้อมูล

- ห้ามนำข้อมูลทางการแพทย์และข้อมูลสุขภาพอื่นๆของผู้ป่วยไปติดประกาศไว้ที่ผู้อื่นเห็นได้ง่าย เช่น หน้าห้องผู้ป่วย , nurse station

- ห้ามพนักงานพูดคุยเกี่ยวกับผู้ป่วยในที่สาธารณะ เช่น ในลิฟท์ ในห้องอาหาร เป็นต้น

- ผู้ป่วยและผู้ที่ผู้ป่วยอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นที่สามารถขอข้อมูลด้านการรักษาได้

- ทีมผู้ให้บริการมีหน้าที่แจ้งให้ผู้ป่วยและผู้รับผิดชอบแทนผู้ป่วยทราบวิธีรักษาข้อมูลเป็นความลับและข้อยกเว้นในการอนุญาตให้นำข้อมูลด้านการรักษาออกไปใช้ได้

- การวิจัยในมนุษย์จะอนุญาตให้ทำในศูนย์บำบัดฯได้เฉพาะกรณีที่การวิจัยนั้นผ่านคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยเท่านั้น

ต่อ ตอนที่ ๓

No Comments

กฎข้อบังคับต่อไปนี้มีผลบังคับใช้กับบุคลากรที่มีความรู้เชิงวิชาชีพทุกท่านที่ปฏิบัติงาน ณ ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น เพื่อให้ปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน และมีอิสระในการตัดสินใจเชิงวิชาชีพตามสมควร

กฎข้อบังคับเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้กับผู้ป่วยเช่นกัน เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็น ต้องขอยกเลิกข้อบังคับเป็นกรณีพิเศษอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย และการยกเว้นนี้ต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ หรือ รองฯกลุ่มภารกิจ หรือหัวหน้ากลุ่มงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ปรึกษากับผู้อำนวยการศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นเป็นอย่างดีแล้ว

ข้อ ๑  การรับผู้ป่วยเข้ารักษา

๑.๑  ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพโดยการสมัครใจรักษา หรือการถูกบังคับด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

๑.๒  ผู้ป่วยทุกรายที่เข้ามารับบริการ จะได้รับการคัดกรองการใช้ยาและสารเสพติด ภาวะเร่งด่วน และความต้องการใช้บริการในเรื่องอื่นๆ ตั้งแต่แรกรับ ณ จุดที่มาถึงศูนย์บำบัดฯ

๑.๓  การจัดผู้ป่วยเข้ารักษาทั้งบริการแบบผู้ป่วยนอก หรือผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับไว้เป็นผู้ป่วยใน ให้เป็นไปตามปัญหาหรือความต้องการดูแลทางคลินิกของผู้ป่วยแต่ละรายตามที่ทีมผู้คัดกรองและตามที่แพทย์สืบค้นได้

๑.๔  ผู้ป่วยที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องรับไว้เป็นผู้ป่วยในแต่ไม่มีเตียงรับ ให้พิจารณาส่งต่อรักษาโรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือนัดหมายวันรับไว้เป็นผู้ป่วยในพร้อมกับบันทึกไว้ในเวชระเบียน

๑.๕  ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตประสาทชัดเจนร่วมกับประวัติการรักษาด้วยยารักษาโรคทางจิตประสาทจากโรงพยาบาลเฉพาะทางจิตเวช ให้แจ้งผู้ป่วยและญาติทราบถึงข้อจำกัดของศูนย์บำบัดฯและประโยชน์ของผู้ป่วยในการรักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลเฉพาะทางจิตเวช

ข้อ ๒  การรับไว้รักษาแบบผู้ป่วยใน

๒.๑  ผู้ป่วยจะถูกรับไว้รักษาต่อเมื่อได้รับการยินยอมจากแพทย์เป็นลายลักษณ์อักษรหรือทางวาจา ยกเว้น กรณีบังคับบำบัดตามกฎหมายจะรับไว้รักษาต่อเมื่อมีเอกสารส่งตัวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

๒.๒  ผู้ป่วยและครอบครัวได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแผนการรักษา ผลลัพธ์ที่คาดหวังและประมาณค่าใช้จ่ายในการรักษาแก่ผู้ป่วยและครอบครัวเพียงพอที่จะตัดสินใจเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยใน

๒.๓  ผู้ป่วยที่แพทย์ตัดสินใจรับไว้เป็นผู้ป่วยใน ต้องแจ้งเหตุผลของการรับไว้เป็นผู้ป่วยใน และบันทึกในเวชระเบียน ทั้งนี้ให้รับผู้ป่วยไว้รักษาเฉพาะบริการที่ศูนย์บำบัดฯมีศักยภาพในการให้บริการได้เท่านั้น ยกเว้นการรักษาแบบฉุกเฉินที่จำเป็นต้องให้การดูแลรักษาก่อนการส่งต่อ

๒.๔  การจัดสรรเตียงรับผู้ป่วย ให้เป็นลำดับตามความเร่งด่วนของภาวะสุขภาพแลละตามความสะดวกของผู้ป่วยหรือผู้มีสิทธิตัดสินใจแทนผู้ป่วยที่จะถูกรับเข้ารักษา

๒.๕  ในช่วง ๒ สัปดาห์แรกของการรับเป็นผู้ป่วยใน ทีมพยาบาลต้องจัดให้ผู้ป่วยและครอบครัวได้รับทราบผลการรักษาเบื้องต้นและร่วมวางแนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยคำนึงถึงระดับความรุนแรงของการติดยาและสารเสพติด ภาวะแทรกซ้อน และโรคร่วมทางจิตประสาทของผู้ป่วย รวมถึงศักยภาพการให้บริการของศูนย์บำบัดฯ

๒.๖  ในแต่ละตึกผู้ป่วย กำหนดให้พยาบาลที่ทำหน้าที่ in charge , case manager  หรือพยาบาลเจ้าของไข้ เป็นผู้ทำหน้าที่ประสานงานกับแแพทย์เจ้าของไข้และครอบครัวผู้ป่วย ในกระบวนการดูแลรักษา จัดการอุปสรรคต่างๆในการให้บริการ รวมถึงร่วมดูแลระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกศูนย์บำบัดฯ

๒.๗  ให้ครอบครัวผู้ป่วยเข้าเยี่ยมได้เฉพาะรายชื่อที่กำหนดไว้เท่านั้น และต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศูนย์บำบัดฯเพื่อป้องกันการลักลอบนำสิ่งเสพติดเข้ามาภายในบริเวณศูนย์บำบัดฯ

๒.๘  ในระหว่างการรับไว้รักษา ห้ามมิให้ผู้ป่วยสูบบหรี่ ลักลอบ ครอบครอง ยาและสารเสพติดทุกชนิด

๒.๙  หากเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือโรคร่วมทางอายุรกรรมหรือจิตประสาทที่เกินศักยภาพการให้บริการของศูนย์บำบัดฯ จำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษาที่สูงกว่า พร้อมกับแจ้งให้ครอบครัวผู้ป่วยรับทราบเพื่อดูแลต่อเนื่อง

๒.๑๐  ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในจะต้องมีสำเนา discharge summary จัดเก็บไว้ใน OPD card โดยในสำเนาดังกล่าวต้องระบุข้อมูลสำคัญ คือ การวินิจฉัย ภาวะแทรกซ้อนหรือโรคร่วม การให้ยาต่อเนื่อง แนวทางการรักษาหรือการฟื้นฟูสมรรถภาพต่อเนื่อง และจำนวนวันนอนที่เข้ารับการรักษาในศูนย์บำบัดฯ

ข้อ ๓  การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

๓.๑  แพทย์เจ้าของไข้หรือแพทย์ที่ให้การรักษาในขณะนั้น จะเป็นผู้ประเมินว่าผู้ป่วยที่ต้องรับไว้เป็นผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยที่ต้องส่งต่อ มีความจำเป็นต้องใช้การขนย้ายหรือไม่ ควรเป็นการขนย้ายโดยวิธีใด โดยอาจสื่อสารทางวาจาหรือบันทึกในเวชระเบียน เพื่อให้พยาบาลที่ทำหน้าที่ in charge , case manager หรือพยาบาลเจ้าของไข้ทราบและนำไปดำเนินการต่อตามระบบในการเตรียมย้ายผู้ป่วย

๓.๒  การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกศูนย์บำบัดฯจะทำเมื่อมีความจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลอื่น เนื่องจากศักยภาพหรือความไม่พร้อมให้บริการในศูนย์บำบัดฯ การย้ายผู้ป่วยออกนอกศูนย์บำบัดฯจะทำได้เมื่อโรงพยาบาลที่รับย้ายตกลงยินยอมรับย้ายและผู้ป่วยอยู่ในสภาวะคงที่

(ต่อ ตอน 2 )


Version:1.0 StartHTML:0000000167 EndHTML:0000028759 StartFragment:0000000457 EndFragment:0000028743

No Comments

เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยในตึกผุ้ป่วยบำบัดยาของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการป้องกันอันตรายหรือลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการให้บริการผู้ป่วย จึงจำเป็นต้องจัดระบบการให้บริการใหม่ ดังนี้

๑.ด้านโครงสร้างทางกายภาพ ของตึกผู้ป่วย ให้ดำเนินการดังนี้
          – ฝ่ายบริหารทั่วไปและกลุ่มงานบริการผู้ป่วยในร่วมกันพิจารณาปรับปรุงอาคาร ๑ ก ให้เป็นตึกผู้ป่วย สำหรับให้บริการถอนพิษยา แล้วย้ายผู้ป่วยถอนพิษยาจากตึกบำบัดยา ๔ ก มาที่ ๑ ก
          - ตึก ๔ ก และ ๔ ข เป็นตึกผู้ป่วยฟื้นฟูสมรรถภาพ(short term rehabilitation) โดยให้ ๔ ข เป็นเรือนนอน และ ๔ ก เป็นส่วนให้กิจกรรมฟื้นฟูฯ ทั้ง CBT Phase 1 และ 2 รวมถึง กิจกรรมติดตามการรักษา แบบผู้ป่วยใน

๒.ให้รองกลุ่มภารกิจ หัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้าตึก และผู้ปฏิบัติงาน ร่วมกันพัฒนาระบบการป้องกันอันตรายหรือความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในระหว่างการปฏิบัติงาน ระบบป้องการหลบหนีและการติดตามผู้ป่วยหลบหนี ร่วมกับ รปภ. และคณะกรรมการชุมชนรอบศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น รวมถึงการจัดให้มีการฝึกซ้อมรับสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในตึกผู้ป่วย

๓. ให้จัดบริการประเมินภาวะติดบุหรี่ และการบำบัดผู้ติดบุหรี่ ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของตึกผู้ป่วย และจัดให้มีการให้การบำบัดด้วยยาที่เหมาะ เช่น การจัดให้มีน้ำยาอมบ้วนปากลดอาการอยากสูบบุหรี่ หรือการให้ยาเลิกบุหรี่ร่วมด้วย

๔. ประเมินผลการดำเนินงาน รายงานความเสี่ยง และผลการจัดการความเสี่ยงทุกสัปดาห์

No Comments

ในช่วง ๑ เดือนที่ผ่านมาได้ให้ ผู้ปฏิบัติงานในหลายๆกลุ่มงานที่มีความเกี่ยวเนื่องกันในกระบวนการทำงาน ได้มีโอกาสพูดคุย หาวิธีการทำงานที่กระชับ เรียบง่าย ลดงานที่ไม่เพิ่มมูลค่าออกไป หลายเรื่องมีผลสรุป ให้ดำเนินการได้เลย บางเรื่องที่จะต้องแก้ไขในระดับบริหาร ก็ส่งเรื่องให้คณะกรรมการบริหารหน่วยงานพิจารณาสั่งการต่อไป

สำหรับตึกบำบัดยา ๔ ก และ ๔ ข มีการปรับปรุงงาน ที่สามารถ ดำเนินการได้เลยมีดังนี้

๑. แบ่งงานของพยาบาลเป็น ๒ ส่วน คือ in charge และ member หรือจะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นก็ได้ ให้ไปกำหนดงานให้ชัดเจน in charge งานเกือบทั้งหมดจะอยู่ที่เอกสาร และการประสานงาน ส่วน member งานเกือบทั้งหมดจะอยู่ที่การดูแลผู้ป่วย

๒. เมื่อผู้ป่วยผ่านขั้น Detox แล้ว ไม่มีโรคแทรกหรือโรคร่วม ให้เริ่มจูงใจ โดย MI,MET ถ้าสำเร็จส่งเข้าฟื้นฟูฯต่อ โปรแกรมที่ใช้เป็นหลักในการฟื้นฟูฯ ให้ใช้ CBT แล้วอาจจะผสมส่วนที่มาจากทีมสหวิชาชีพอื่นได้ เมื่อพ้น CBT phase1 แล้วให้ discharge

๓. เมื่อ discharge ให้บันทึกใน doctor order form ด้านซ้ายที่เป็น progress note จะได้ทราบว่าผู้ป่วยจำหน่ายออกเมื่อใด อย่างไร และให้สรุปลงใน summary discharge ลงในแฟ้ม OPD

๔. การนัดผู้ป่วยมาทำ CBT phase2 ให้ทำกิจกรรมที่ตึก ๑ และไม่ต้องเอาแฟ้มเวชระเบียนไปคืนงานเวชระเบียน ให้แฟ้มยังอยู่ที่ตึกจนครบกิจกรรมและประเมินว่า remission หรือยัง และไม่ต้องให้ไปพบแพทย์ทุกคน ให้ส่งไปพบแพทย์เฉพาะกรณีมีประเด็นปัญหา หรือจำป็นต้องได้รับยาต่อเนื่อง

๕. ให้ยกเลิกการบันทึกใน IPD folder แต่ให้บันทึกในเอกสารใหม่ซึ่งได้จัดส่งไปให้แล้ว แนบติดไว้ในแฟ้มเวชระเบียน

๖. ห้ามผู้ป่วยหรือผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องถือแฟ้มเวชระเบียนมาส่งให้แพทย์ที่อาคารผู้ป่วยนอกโดยเด็ดขาด ถ้าจะส่งแฟ้มอย่างน้อยสุดต้องเป็นผู้ช่วยเหลือคนไข้ โดยมีภาชนะบรรจุแฟ้มที่มิดชิด ให้ไม่สามารถเปิดอ่านได้โดยสะดวก

๗. หัวหน้าตึก / หัวหน้ากลุ่มงาน / รองฯกลุ่มภาระกิจ ต้องสร้างระบบการบันทึกแฟ้มเวชระเบียน และควบคุม ตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้องให้สามารถตรวจทานได้

๘. ให้ลงรายงาน บสต.๔ และ ๕ เป็นแบบออนไลน์ ในกรณีที่เป็นการใช้ยาเสพติดและสารระเหย

๙.ให้หัวหน้าตึก / หัวหน้ากลุ่มงาน / รองฯกลุ่มภาระกิจ ปรับปรุงกระบวนการภายใน และการบันทึกเอกสารทั้งหมด นำเสนอ พญ.กนกขวัญ เพื่อสอบทานความถูกต้องเหมาะสมในเชิงวิชาการ ทั้งนี้ให้เร่งรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

No Comments

Enterprise Architecture

ในโอกาสที่ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น ได้งบประมาณการก่อสร้างตึกบริการผู้ป่วยนอกใหม่ จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ทบทวนรูปแบบการให้บริการ จึงได้นำแนวคิด Enterprise architecture มาใช้เพื่อการออกแบบการทำงานใหม่

การออกแบบการทำงานใหม่ จะทำใน 3 มิติ ได้แก่ คน(people) งาน(process) และเทคโนโลยี(technology)

เริ่มต้นที่คนก่อน จะออกแบบใหม่ โดยการจัดกำลังคน ในแต่ละกลุ่มงานใหม่ ให้แต่ละคนมีคุณสมบัติ(attribute)ที่สอดคล้องกับงานที่ทำ ถ้าขาดคุณสมบัติก็ต้องอาศัยการฝึกอบรม

ต่อมาก็เป็นการออกแบบการทำงานใหม่ โดยให้แต่ละงาน (business unit) คือคนมานั่งคุยกัยว่าจะออกแบบการทำงานใหม่อย่างไร ให้ waste น้อยที่สุดก็คือการทำ LEAN ในระดับบุคคล เพื่อให้งานไหลลื่นไม่ติดขัด ตรงจุดนี้ได้สั่งการไปแล้ว ให้ ผู้ปฎิบัติงานในการให้บริการที่ตึกผู้ป่วยนอกมานั่งคิดด้วยกัน ได้แก่ ผู้ปฎิบัติงาน OPD เวชระเบียน ห้องยา ห้องการเงิน อีกส่วนได้แก่ งานผู้ป่วยใน และงานฟื้นฟู(บ้านแสงอรุณ ตะวันฉาย)

สุดท้ายเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้สอดรับการออกแบบงานใหม่ ในส่วนเทคโนโลยี ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่รวมถึงเทคโนโลยีหลายๆอย่าง ที่จะนำมาใช้เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์หลักขององค์กร (Goal) ซึ่งประกอบไปด้วย

1. patient safety

2. treatment efficiency

3. our staff security

เราต้องเตรียมตัวกับการเปลี่ยนแปลงนี้


No Comments

เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเจ้าหน้าที่และไม่เป็นภาระต่องบประมาณของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น จึงกำหนดนโยบายการอนุมัติให้เข้าร่วมการประชุมวิชาการ ฝึกอบรม และสัมมนา ที่จัดโดยหน่วยงานอื่น ทั้งภายในและภายนอกกรมการแพทย์ ด้งนี้

๑. การประชุมวิชาการที่มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการ จะพิจารณาอนุมัติเรียงตามลำดับดังนี้ ผู้ที่ไปนำเสนอผลงานวิชาการ , ทีมวิจัยหรือคณะทำงาน ส่วนผู้ที่ไม่มีผลงานไปนำเสนอจะถูกจัดเป็นลำดับท้ายสุด หรืออาจไม่อนุมัติ

๒. การประชุมวิชาการที่ไม่มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการ จะพิจารณาอนุมัติเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ และมีการนำผลการประชุมครั้งก่อนมาพัฒนางาน พร้อมหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นเอกสารนำมาประกอบการขออนุมัติ

๓. การฝึกอบรม และสัมมนา จะพิจารณาอนุมัติเฉพาะการฝึกอบรมหรือการสัมมนาที่จะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพของงาน เมื่อกลับจากการฝึกอบรมหรือสัมมนาจะต้องแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์เบื้องต้นของการพัฒนาคุณภาพของงานภายใน ๓ เดือน หากไม่ดำเนินการจะมีผลต่อการพิจารณาอนุมัติครั้งต่อไป

๔. การพิจารณาอนุมัติใช้เวลาภายใน ๑ สัปดาห์ หากพ้นกำหนดเวลาแล้วให้ถือว่า “ไม่อนุมัติ”

No Comments

                ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นตั้งอยู่ในพื้นที่ บ้านโนนม่วง หมู่ที่ ๑๙ ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ชุมชนรอบศูนย์บำบัดฯมี ๒ ลักษณะ เป็นชุมชนเมืองและกึ่งชนบทอยู่ในที่เดียวกัน มีทั้งประชากรในพื้นที่(มีทะเบียนบ้าน) และประชากรแอบแฝง(ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน)เนื่องจากมาเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีรั้วติดกันกับศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น

               ศูนย์บำบัดฯได้ร่วมมือกับอาจารย์คณะสถาปัตย์ จัดทำระบบการเฝ้าระวังการบริโภคสุราในพื้นที่หมู่ที่ ๑๙ โดยใช้โปรแกรม GIS เข้ามาเป็นตัวเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่และสามารถแสดงผลเพื่อการวางแผนแก้ไขปัญหาในพื้นที่

               กรอบแนวคิดของการดำเนินการนี้จะอาศัยความร่วมมือจาก 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ศูนย์บำบัดฯ ทีมอาจารย์จากคณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้นำ ตัวแทนชุมชนบ้านโนนม่วง หมู่ที่ ๑๙ มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้

 ขั้นตอนที่ ๑ การสร้างฐานข้อมูลประชากรเชิงพื้นที่ ประกอบไปด้วย

      กิจกรรมที่ ๑.๑ การพัฒนาเครื่องมือเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบไปด้วย ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นของมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลเฝ้าระวังการบริโภคสุรา

      กิจกรรมที่ ๑.๒ การทำความเข้าใจกับผู้นำและตัวแทนชุมชน เพื่อร่วมมือในการเดินสำรวจในพื้นที่จริง

      กิจกรรมที่ ๑.๓ การสำรวจพื้นที่จริง โดยใช้แบบสอบถาม

      กิจกรรมที่ ๑.๔ การนำเสนอผลการสำรวจ และการคัดกรองปัญหาการดื่มสุราในชุมชน

 ขั้นตอนที่ ๒ การพัฒนาระบบการแก้ไขปัญหาการดื่มสุราโดยการมีส่วนร่วมในชุมชน

      กิจกรรมที่ ๒.๑ การประชุมร่วม ๓ ฝ่าย ประกอบด้วย ผู้ที่มีปัญหาจากการดื่มสุราและครอบครัว ผู้นำและตัวแทนชุมชน และทีมบำบัดรักษาของศูนย์บำบัดฯ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติร่วมกันในการแก้ไขปัญหา

      กิจกรรมที่ ๒.๒ ดำเนินการแก้ไขปัญหา

      กิจกรรมที่ ๒.๓ ประเมินผลการดำิเนินงาน

               โครงการนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาการดื่มสุราโดยชุมชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ การค้นหา การวางแผนร่วมแก้ไข และการประเมินผล คาดว่าจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ ส่วนการนำ GIS มาใช้ในโครงการนี้เป็นการนำำเทคโนโลยีมาช่วยให้การเก็บข้อมูล ให้มีความถูกต้องในระดับพื้นที่จริงทางภูมิศาสตร์ และมีความคาดหวังในการพัฒนาให้เป็นข้อมูล real time สามารถนำเข้าและประเมินผลได้อย่างทันท่วงที และขยายไปสู่งานอื่นๆในชุมชนได้

                 โครงการนี้ ได้เริ่มดำเนินการในต้นเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๔ นี้ และจะได้รายงานความก้าวหน้าตามลำดับ

No Comments

นโยบายนี้จัดทำขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่ของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นหรือบุคคลทั่วไปที่จะเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ตผ่านทางเครือข่ายของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น โดยให้ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นขอสงวนสิทธิ์ในการเข้าตรวจสอบ เก็บหลักฐาน และดำเนินการอันสมควร หากพบมีการละเมิดนโยบายการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตนี้

หมวดทั่วไป

.ระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อเชื่อมของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นจัดหาเพื่อให้บริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้ในกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น

.การเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ตของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนในการขออนุญาตเข้าใช้โดยจะมีการลงทะเบียนการเข้าใช้งานตามขั้นตอนของ ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น

.ผู้เข้าใช้งานจะต้องทำความเข้าใจและลงนามเพื่อยืนยันว่าจะปฏิบัติตามนโยบายการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและจะต้องทำความเข้าใจในส่วนเปลี่ยนแปลงแก้ไขหากมี

.นโยบายการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกคนและจะถือเป็นการผิดวินัยการทำงานเช่นเดียวกันหากไม่ปฏิบัติตาม

.หากพบว่ามีการละเมิดนโยบายการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จะถูกลงโทษตามกฎระเบียบของทางราชการ รวมไปถึงการส่งตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย หากการละเมิดนั้นผิดต่อกฎหมายของประเทศ

หมวดที่ ๑ ว่าด้วยระเบียบการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

.การใช้งานระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการ กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ..๒๕๕๐ และกฎหมายประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

.ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นไม่สนับสนุนหรือยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ..๒๕๕๐ และกฎหมายประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

.ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นจะจัดให้มีชื่อผู้ใช้ (USERID) และรหัสผ่าน(Password) ให้กับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเป็นรายบุคคล และมีกฎในการใช้งานรหัสผ่านเช่น ความยาวของตัวอักษร หรือ ระยะเวลาที่ต้องเปลี่ยนรหัส ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของระบบโดยรวม และไม่อนุญาตให้ชื่อและรหัสผ่านร่วมกัน

.รหัสผ่านถือเป็นทรัพย์สินของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น ไม่อนุญาตให้มีการแจ้งรหัสผ่านที่เป็นข้อมูลส่วนตัวให้กับบุคคลอื่น และเจ้าหน้าที่ทุกคนมีหน้าที่ในการป้องกันรหัสผ่านขององค์กรอย่างเคร่งครัด

.เจ้าหน้าที่ของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นอาจจะได้รับมอบหมายให้เข้าใช้ระบบงานอื่นๆที่กำหนดให้ใช้ เจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎการใช้ระบบและเก็บรักษาชื่อและรหัสผ่านไว้ ห้ามมิให้เปิดเผยกับผู้อื่นยกเว้นได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร

. หากจะต้องมีการเลิกใช้ชื่อและรหัสผ่าน ให้แจ้งกับผู้บังคับบัญชาโดยตรงเพื่อทำเรื่องขอเลิกใช้โดยจะต้องกระทำทันทีที่จะเลิกใช้งาน

.เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบถือเป็นทรัพย์สินของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น เจ้าหน้าที่ของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นมีหน้าที่รักษาให้สามารถใช้งานได้ ทั้งนี้รวมไปถึงการอัพเดทระบบปฏิบัติการและโปรแกรมป้องกันไวรัส

.หากต้องการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ประกอบอื่นที่มิใช่ของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นในการเชื่อมต่อเข้ากับเครื่อข่ายของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น ต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร

หมวดที่ 2 ว่าด้วยการใช้จดหมาย การสนทนา และการติดต่อสื่อสารทางอิเล็คทรอนิกส์อื่นๆ

.ห้ามส่งเอกสารความลับทางราชการโดยจดหมายอิเล็คทรอนิกส์

.ห้ามส่งข้อมูลที่เป็นเท็จ ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น หรือบุคคลอื่นๆ

.ห้ามส่งรูปหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องลามกอนาจาร

.การส่งข้อมูลใดๆ ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ..๒๕๕๐

. หากพบว่ามีการส่งข้อมูลที่ผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ..๒๕๕๐ หรือผิดต่อกฎระเบียบของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นให้แจ้งต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง

. ห้ามส่งจดหมายอิเล็คทรอนิกส์หรือการสื่อสารทางอิเล็คทรอนิกส์ใดๆโดยไม่ระบุชื่อผู้ส่ง (SPAM e-mail)

หมวดที่ 3 ว่าด้วยการใช้ Portal ขององค์กร และ การเข้าใช้ อินเทอร์เน็ต

.ห้ามเจ้าหน้าที่ post file รูป หรือข้อมูลใดๆบน portal ของศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น หรือ portal อื่นที่เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ..๒๕๕๐ หรือมีไวรัส ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ หรือไม่เกี่ยวข้องกับกิจการขององค์กร

.ห้ามเจ้าหน้าที่ download file รูป หรือข้อมูลใดๆที่เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ..๒๕๕๐ หรือมีไวรัส ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ หรือไม่เกี่ยวข้องกับกิจการขององค์กร

หมวดที่ 4 ว่าด้วยการใช้งาน Application และ โปรแกรมต่างๆ

.ให้เจ้าหน้าที่ใช้โปรแกรมและ Application ที่ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่นกำหนดให้ใช้เท่านั้น

.ห้ามเจ้าหน้าที่นำโปรแกรมหรือ Application ใดๆมาติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์รวมถึงอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดขอนแก่น

.ห้ามเจ้าหน้าที่ใช้โปรแกรม หรือ Application ที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์

No Comments

พี่สาวทำงานสาธารณสุข พาน้องสาวและน้องเขยติดยาบ้ามานานหลายปีตั้งแต่เป็นวัยรุ่นจนถึงทุกวันมีลูก ๒ คน อายุ ๓ และ ๒ ขวบตามลำดับ

พี่สาวต้องการให้เรารับทั้งสองสามีภรรยาเข้าเป็นผู้ป่วยใน เพราะไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมได้

น้องสาวบอกว่า ไม่อยู่รักษา เพราะห่วงลูก ตัวเองไม่ได้ติดยา แต่ติดการพนัน มีหนี้สิน และปัญหากับพ่อ แม่ และคนในครอบครัว เคยเข้ารับการรักษาที่รพ.จิตเวชมานาน แต่ไม่กินยามาซัก ๒ เดือนกว่าที่ผ่าน

สามีของน้องสาวยอมรับว่า ตัวเองเคยเป็นผู้ค้ารายย่อย ใช้ยาบ้าบางครั้ง รู้หมดว่า ภรรยาเอายาบ้ามาจากใคร ภรรยาติดการพนัน ภรรยาเป็นลูกสาวคนสุดท้อง เอาแต่ใจ ครอบครัวมีปัญหา แตกแยก หนี้สิน และอื่นๆ ตัวเองก็ทนอยู่ ยังไงก็ไม่ยอมอยู่รักษา

ตกลงกับภรรยาสามีคู่นี้จะรักษาแบบผู้ป่วยนอก รักษาตามอาการ(เครียด ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ) และนัดรับเข้ากิจกรรม

พี่สาวไม่ยอมต้องการให้อยู่รักษา เพราะถ้านัด กลัวว่าจะไม่สามารถพามาได้ จึงบอกไปว่า ก็ให้เข้าระบบบังคับ ทำให้ได้ประวัติเพิ่มว่า เคยถูกตำรวจจับ แต่พ่อแม่ก็ช่วยให้ออกมาได้ ให้โอกาส แต่ก็เหมือนเดิม ???

เรื่องนี้ พบบ่อยและน่าเบื่อ เพราะทุกฝ่ายโยนมาให้เราหมด เหมือนศูนย์บำบัดฯเป็นกระโถนรองรับ เราคงต้องยืนยันในหลักการว่า เรารักษาระบบสมัครใจ ไม่มีประโยชน์อันใดจะบังคับ(และเราก็ไม่มีปัญญาบังคับได้) โดยเฉพาะกรณีนี้ผู้ป่วยทั้งสองรายถามตอบรู้เรื่องไม่มีอาการทางจิตประสาท ไม่มีกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนใดที่ต้องรับเป็นผู้ป่วยใน

หากผู้ป่วยสร้างปัญหาเชิงสังคมก็ต้องใช้ระบบบังคับที่มีกฎหมายรองรับและให้ใช้อำนาจตามกฎหมายได้ มีกฏหมายถึง ๒ ฉบับที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ คือ

๑. พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติิดยาเสพติด มีตำรวจและพนักงานคุมประพฤติเป็นกลไกหลัก สามารถใช้อำนาจผ่านคณะอนุกรรมการฯให้บำบัดแบบควบคุมตัวได้ ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของญาติซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากผู้เสพยา

๒. พ.ร.บ.สุขภาพจิต มี รพ.จิตเวช เป็นกลไกหลักตามกฎหมาย หากมีอาการทางจิตที่คาดได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงก็สามารถดำเนินการได้

แต่ที่สุดที่เป็นทุกวันนี้ ขอให้ได้ประวัติซักนิดว่า ใช้ยาเสพติด ทุกคนที่มีหน้าที่ตามกฎหมายทั้งสองฉบับที่กล่าวมาข้างต้นก็จะโยนมาให้เราทันที เพราะคิดว่า เราเป็นกระโถนชั้นดีมีคุณภาพ อึดและอดทน ซึ่งหลายครั้งเราทำเกินหน้าที่ เกินความสามารถ สุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง แต่เราก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้

No Comments

Older Entries »